himalayanholidays@yahoo.com

02-2357583-4, 02-2357572

จันทร์-วันศุกร์ 09.00 - 18.00 น. / เสาร์ 09.00 - 14.00 น

MOROCCO


Scenic Morocco

 Morocco 9 วัน 6 คืน 

***ราบัต-มาราเกช-เมอร์ซูก้าร์-วอซาเซท-เฟซ***

(สัมผัสดินแดนฟ้าจรดทราย........ที่ทะเลทราย ซาฮาร่า)
*** จุดเด่นของรายการทัวร์โมรอคโค ***
·       บินเข้า-ออก คาซาบลังก้า โดยสายการบิน Etihad Airways
·       เส้นทางเท่องที่ยวเป็นวงกลม เที่ยวครบเมืองสวย ชมธรรมชาติอันหลากหลาย ไม่วนรถไปมา
·       ชมเมืองเมืองสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งโมรอคโค ณ เมืองราบัต
·       สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งโมรอคโค ที่บ้านเรือนที่ทาทาบด้วยสีฟ้าขาว “ เชฟ ชาอูน “
·       ตื่นตากับเมืองเฟส เมืองหลวงเก่าในศ.ต. ที่ 8 ที่ได้ชื่อว่ามีองที่มีตรอกมากที่สุดในโลกถึง 9,400 ตรอก
·       ชมร่องรอยความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันในอดีต  เมืองโรมันโบราณ “โวลูบิลิส”
·       มาราเกช (Marakesh) Pink City หรือ เมืองสีชมพู  ที่มีจตุรัสอันเป็นกลิ่นอายอาหรับในสมัยโบราณที่ยังคงอยู่
·       รับประทานอาหารค่ำพร้อมชมโชว์ ศิลปวัฒนธรรม ของนักรบหลังม้าชาวเบอร์เบอร์ ที่ เชส อาลี แฟนตาเซียโชว์
·       นั่งรถ 4 WD และ ขี่อูฐชมเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า ที่เมอร์ซูก้า Merzouga ในทะเลทรายซาฮาร่า
·       พักค้างคืนในทะเลทรายซาฮาร่า
·       พักโรงแรมมาตรฐาน ระดับ 4 ดาว / 5 ดาว

 

 

 

กำหนดการเดินทางปี 2560 :  15-23 กันยายน / 20-28 ตุลาคม / 3-11 พฤศจิกายน / 6-14 ธันวาคม (ปีใหม่) 29 ธันวาคม 60 - 6 มกราคม 61

 

โดยสายการบิน อิทิฮัต (EY)

 

กำหนดการเดินทาง 

ระดับที่พัก

พักคู่

พักเดี่ยวเพิ่ม

15-23 ก.ย. 60

20-28 ต.ค. 60

3-11 พ.ย. 60

6-14 ธ.ค. 60

4-5 ดาว

65,900.-

8,500.-

29 ธ.ค 2560 - 6 ม.ค.2561 (ปีใหม่) 4-5 ดาว 69,900.- 8,500.-

 หมายเหตุ : ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป) ขอสงวนสิทธิ์ในการออกทัวร์กรณีมีผู้เดินทางไม่ถึง 15 ท่าน

GALLERY

PACKAGE DETAIL

  •   วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ (Bangkok) – อาบูดาบี (Abu Dhabi)
    17.00 น.    
    พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 เค้าท์เตอร์ แถว Q สายการบิน อิทิฮัดแอร์เวย์ส  เจ้าหน้าที่บริษัทฯ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอิน

    20.35น.     

    ออกเดินทางสู่อาบูดาบี (Abu Dhabi) โดยสารการบิน อิทิฮัดแอร์ เที่ยวบินที่  EY 401 BKK AUH  2035 – 0010 (7.00 ช.ม) เชิญเพลิดเพลินกับจอทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง พร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่ม

  •   วันที่สอง อาบูดาบี (Abu Dhabi) – คาซาบลังก้า (Casablanca) – เมืองมาราเกช (Marakesh)
    00.10 น.
    เดินทางถึงสนามบินเมืองอาบูดาบี (ประเทศดูไบ) เปลี่ยนเครื่องบินไปคาซาบลังก้า

    02.30 น.  

    ออกเดินทางสู่เมืองคาซาบบังกา โดยสารการบิน อิทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบิน EY 613 0230 AUH CMN 0230 - 0740  บินต่ออีกประมาณ 09.05 ชั่วโมง (รวมเวลาบิน และเปลี่ยนเครื่อง 18.30 ชม.)07.40 น.  เครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติเมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ประเทศโมร็อคโค (เวลาท้องถิ่น ช้ากว่าประเทศไทย 7 ช.ม.)  นำท่านผ่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร และให้ท่านได้ปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวภายในสนามบิน แนะนำ:เตรียมแปลงสีฟันและยาสีฟันขนาดเล็กที่สามารถนำขึ้นเครื่องติดตัวเพื่อความสะดวกของท่าน

    08.30 น.  

    นำท่านออกมาขึ้นรถโค๊ชและพบมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และเดินทาง สู่เมือง คาซาบลังก้า คำว่า 'คาซา' แปลว่า บ้าน และ 'บลังก้า' แปลว่า สีขาว คาซาบลังก้า เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่า 'ราชอาณาจักรโมรอคโค' ด้วยซ้ำเพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้วยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมรอคโคที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน ชมเมืองคาซาบลังก้า ผ่านย่านธุรกิจสำคัญ จัตุรัสสหประชาชาติ ชมวิวทิวทัศน์ของมหาสมุทรแอตแลนติค


    นำท่านชม สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (บริเวณภายนอก) เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง สามารถจุผู้คนที่เข้าร่วมพิธีทางศาสนาอิสลามได้ร่วม 80,000 คน โดยแยกเป็นภายในสุเหร่า 25,000 คน  ภายนอกสุเหร่าอีก 55,000 คน  ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมรอคโคที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว ชมเมืองคาซาบลังก้าผ่านย่านธุรกิจสำคัญ จัตุรัสสหประชาชาติ ผ่านชมย่านบ้านพักตากอากาศริมมหาสมุทรแอตแลนติคซึ่งเป็นย่านที่เศรษฐีและผู้มีฐานะทางสังคมนิยมมาอยู่กันรวมถึงกษัตริย์ซาอุดิอารเบียก็มาสร้างวังพร้อมทั้งมีมัสยิดและหอสมุดส่วนพระองค์ ชมวิวทิวทัศน์ของมหาสมุทรแอตแลนติค

    เที่ยง  

    รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร

    บ่าย     

    เดินทางสู่เมืองมาราเกช (Marakesh) ระยะทาง 245 กม. ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 3.30 ชม. เป็นเมืองใหญ่ในประเทศโมร็อคโค ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆที่นำสินค้าจากทางตอนใต้ ไปขายยังยุโรป และ นำสินค้าจากทางเหนือ ผ่านเทือกเขา ไฮแลตลาส ไปยังทะเลทราย ซาฮาร่า ไปยังตอนใต้ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงหลายราชวงส์ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์อัลโมราวิด ช่วงศ.ต.ที่ 11  ราชวงศ์อัลโมฮัด และ ราชวงศ์ซาเตียน  ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็นA city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้ 
     
    ค่ำ       
    รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร พิเศษสำหรับคณะเรา...นำท่านชม โชวร์ ที่ Marrakech Fantasia show - Dinner Chez Ali ท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับความอลังการของสถานที่และสีสันของชาว โมรอคกันเบอร์เบอร์ที่ต้อนรับท่านด้วยอาหารและพร้อมชมการแสดงพื้นเมือง
     
    พักค้างคืนในมาราเกช   Hotel LES JARDINS DE L’AGDAL หรือเทียบเท่า ระดับ 5 ดาว/คืนที่ 1
  •   วันที่สาม มาราเกช (Marakech) สวนจาร์ดีน มาจอแรล-มัสยิด คูตูเบีย-พระราชวังบาเฮีย-วอซาเซท(Vauzazate)
    07.00 น.
    รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม-เช็คเอ้าท์
    08.00 น.  
    นำท่านชมมัสยิด คูตูเบีย (Koutoubia Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ จากหอคอยที่มีความสูง 226 ฟิต (70 เมตร)
    จากนั้น นำท่านชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต  สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น สร้างขึ้นและตั้งชื่อวังตามชื่อของภรรยาคือ นางบาเฮีย ซี่งมีรูปโฉมที่งดงาม เป็นที่รักใคร่ยิ่งของท่านมหาอำมาตย์ พระราชวังแห่งนี้มีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) บนเพดานและบานประตูมีการวาดลายโดยใช้สีธรรมชาติบนไม้สนซีดาร์ และผนังประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก ชมสวนในบ้านซึ่งเป็นสไตล์ริยาด (Riad) ประกอบไปด้วยลานกลางบ้าน ซึ่งประดับด้วยน้ำพุ และสวนไม้ดอก ไม้ประดับ ตามสไตล์การแต่งบ้านแบบโมรอคโค
    นำท่านไปชมสวนจาร์ดีน มาจอแรล (Jardin Majorelle) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (Yves Saint Laurent Gardens) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ Yves St. Laurent นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิปแซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมรอคโค เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคยเป็นของเศรษฐีแห่งมาราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อน  ชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้ที่สดใส ฉูดฉาด เช่นสีน้ำเงิน และสีส้ม เป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสา แจกัน และชมการจัดวางพรรณไม้อันหลากหลาย แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงามและลงตัว
    จากนั้น นำท่านเข้า เมืองมาราเกซนำท่านสู่ จัตุรัสกลางเมือง Djemaa Fnaa Square ที่มีขนาดใหญ่รายล้อมไปด้วย อาคาร,ร้านค้า,ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวาที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมร็อกโกขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝากของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆได้ที่ตลาด Souks ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างอย่างเพลิดเพลินหัวใจของเมดิน่าในมาร์ราเกซอยู่ที่ "เจมาเอลฟนา" (Jemaa el Fna) เป็นลานกว้างอยู่กลางเมือง ศูนย์กลางในการชุมนุมผู้คนของเมืองนี้ อาคารโดยรอบส่วนมากจะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร นักท่องเที่ยวจะนิยมมาที่นี่ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำ ที่จะรวบรวมเอาบรรยากาศของการพักผ่อนหย่อนใจ การแสดงต่างๆ มาไว้ที่นี่เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวา ที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ ตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัส…จนถึงเวลานัดหมาย
    12.00 น.    
    รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร
    บ่าย   
    นำท่านเดินทางสู่เมืองวอซาเซท (Ouarzazate)ระยะทาง 198 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม. ที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวแบบผจญภัยท่ามกลางทะเลทราย เมืองนี้ถูกกล่าวขานให้เป็นเมืองฮอลิวู๊ดแห่งโมรอคโค เคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองที่ถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแวดล้อมไปด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรมผจญภัยกลางทะเลทราย (สำหรับในฤดูหนาว – ฤดูใบไม้ผลิ (พ.ย.– เม.ย.) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ภูเขา  แอตลาส ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว  วอซาเซท อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน ณ แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองต่างๆได้ทุกวัน...เส้นทางผ่าน Taddert and the Tichka mountain-pass จุดสูงสูงของยอดเขาไฮแอตลาส
    จากนั้น    เดินทางสู่เมืองไอท์ เบนฮาดดู (Ait Benhaddou) ชมเมืองไอท์ เบนฮาดดู เป็นเมืองที่อาคารต่าง ๆสร้างจากดิน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมดินที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของโมรอคโค คือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมดินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia , Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้…ชมพระอาทิตย์อัสดงอย่างสวยงาม..ได้เวลานำท่าเข้าสูที่พัก
     
     
    ค่ำ  
    รับประทานอาหารค่ำ ที่โรงแรม พักค้างคืนในวอซาเซท Hotel Karam Palace ระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่า/คืนที่ 2   

    ** คืนนี้ กรุณาจัดเตรียมเสื้อผ้า และของใช้จำเป็น ใส่กระเป๋าเล็ก เพื่อใช้ในการค้างแรมในทะเลทรายซาฮาร่า ในคืนพรุ่งนี้

  •   วันที่สี่ วอซาเซท(Vauzazate) ทินเฮียร์ (Tinerhir) – ทอดร้ากอร์จTodra Gorge-มอร์ซูก้า (Merzouga) ทะเลทรายซาฮาร่า
    07.30 น.
    รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม-เช็คเอ้าท์
    08.30 น.
    นำท่านชมเมืองวอซาเซทซึ่งเป็นเมืองถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่แวดล้อมไปด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ นำท่านชมป้อมทาอูเริท (Kasbah Taourirt)พระราชวังของผู้ปกครองมาราเกซ ตระกูล กลาวี (Glaoui Palace) เป็นป้อม ดิน หรือ วังที่สร้างจากดิน ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องหับต่างๆจำนวนมากรวมถึงฮาเร็ม และที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยทางเล็กๆอยู่ภายใน ในห้องต่าง ๆ ยังมีลวดลายผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของการสร้างอาคารของชาวเบอร์เบอร์ การออกแบบอาคารซึ่งเหมาะกับความเชื่อและความเป็นอยู่ของเหล่าเจ้าผู้ปกครอง ในป้อมทาอูเริทนี้ในอดีตมีคนงานและคนรับใช้จำนวนหลายร้อยคนจึงต้องมีห้องเป็นจำนวนมาก มีทั้งส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง บางห้องก็ว่างเปล่า ยูเนสโก้ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3 ของอาคารทั้งหมด
    จากนั้นออกเดินทางสู่เมืองทินเฮียร์ (Tinghir) ระยะทาง 168 กม. ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2.30 ชม. ชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้ง ยังมีความชุ่มชื้นของโอเอซิส ต้นปาล์ม เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซท ซึ่งถือเป็นทัศนียภาพอันแปลกตา ที่มีความเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ ท่าม กลางความแห้งแล้งของทะเลทราย...ระหว่างสองข้างทางท่านได้ชมวิวทิวทัศน์ของยอดเขาแอตลาส ( the High Atlas mountains ) อย่างสวยงามจนถึงจุดหมายปลายทาง
    กลางวัน      
    รับประทานอาหารกลางวัน ที่ภัตตาคาร
    บ่าย    
    นำท่านชมทอดร้ากอร์จ (Todra Gorge) โกรกธารที่มีโขดผาสูง 985 ฟุต หรือ 300 เมตร ทั้งสองด้านที่เกือบตั้งทำมุมสามเหลี่ยมกับแม่น้ำโทดร้า ถือว่าเป็นโกรกธารและหุบเขาที่สวยที่สุดทางใต้ของโมรอคโค ชมความงดงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส โดยมี ลำน้ำใส ๆ ที่ไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาสูงชันแปลกตา สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการเสี่ยงภัย
     
    บ่าย    
    แวะชมโอเอซิส Tinerhir ซึ่งเป็นชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้งในเขตทะเลทราย ที่ยังมีความชุ่มชื้น มีตาน้ำ หรือ ลำธารน้ำ ซึ่งใช้ในการปลูก ต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์ โอเอซิสแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซท ผ่านหุบเขาเดดส์ (Dades) ซึ่งเป็นแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆ สวยงาม
    จากนั้นออกเดินทางสูเมืองเอร์ฟูด์ (Erfoud) เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางกองคาราวานพ่อค้าที่เดินทางมาจากทางตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอารเบียและซูดานในแอฟริกา…เปลี่ยนรถ ให้ทุกท่านและพร้อมสัมภาระ(ใบเล็ก) เดินทางโดยรถ 4x4 เข้าสู่ทะลทรายซาฮารา เมอร์ซูก้า (Merzouga) (ระยะทาง54 ก.ม. ใช้เวลา 45 นาที) โดยนำท่านนาท่านนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 4 WD ไปท่อง ทะเลทรายซาฮาร่า “Sahara” เป็นทะเลทรายในทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลทรายในทวีปแอนตาร์กติกา) และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) ลัดเลาะขอบทะเลทรายสู่เขตซาฮาร่า ผ่านชมชมทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่ของภูเขาหินที่เต็มไปด้วยซากฟอสซิลของหาอยและแมงกะพรุนโบราณในอดีตเมื่อ 350 ล้านปีก่อน ซึ่งดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเลมาก่อน จึ่งเป็นที่กาเนิดของซากฟอสซิลต่างๆ
     
    ค่ำ            
    รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม จากนั้นพักผ่อนนอนดูดาว ตามอัธยาศัย พักผ่อนค้างคืนในทะเลทรายซาฮาร่า  เมอร์ชูก้า TOMBOUCTOU HOTEL ระดับ 4ดาว หรือเทียบเท่า/คืนที่3
  •   วันที่ห้า มอร์ซูก้า (Merzouga) ขี่อูฐรับแสงอรุณ ณ ทะเลทรายซาฮาร่า - เมืองมิเดล (Midelt) – เมืองอิเฟรน (Ifrane) – เฟซ (Fes)
    เช้าตรู่   ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น...นำท่านขี่อูฐชมเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮาร่า  
    ***พิเศษ รวมค่ำขี่อูฐ 1 ท่ำน/อูฐ 1 ตัว เป็นบรรยากาศยามเช้าที่คุณจะประทับใจมิรู้ลืม ...
    ทะเลทรายซาฮาร่า(SAHARA DESERT) เป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าอเมริกาทั้งประเทศ) และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตในทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกันอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่า  จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี ...ได้เวลานำท่านขี่อูฐกลับสู่โรงแรมที่พัก
    เช้า     
    รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม-เช็คเอ้าท์
    09.00 น.
    นำคณะนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 4x4 ออกจากทะเลทรายซาฮาร่า มุ่งหน้าสู่เมืองเอร์ฟูด์(Erfoud)เปลี่ยนเป็นรถโค้ช (คันเดิม). เพื่อเปลี่ยนเป็นรถโค้ชปรับอากาศคันเดิม..จากนั้นนำท่านเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟอสซิล (the fossil museum) ชมซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีต ที่ถูกทับถมไว้ในชั้นหิน เช่น ซากพืช ปลา หอย ไดโนเสาร์ บางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว บางชนิดยังมีวิวัฒนาการต่อจนถึงปัจจุบัน เช่นบราคิโอพอดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และปะการังมีทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ฟอสซิลนั้นสามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง ทั้งสภาพแวดล้อมในอดีตว่าสัตว์นั้นๆเคยอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมอย่างไร บอกลำดับการตกตะกอนของชั้นหินได้ด้วย ทั้งยังบอกลำดับการวิวัฒนาการของสัตว์แต่ละชนิด บอกได้ถึงการอพยพโยกย้ายของสัตว์แต่ละกลุ่ม รวมทั้งการเคลื่อนที่ของแผ่นทวีปได้อีกด้วย ที่มา กรมทรัพยากรธรณี
    จากนั้น เดินทางสู่เมืองมิเดล (Midelt) ระยะทาง210 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.45 ชม.
    กลางวัน     
    รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร เมืองมิเดล (Midelt)
    บ่าย    
    เดินทางต่อสู่เมืองเฟส   ระหว่างทางแวะชมเมืองอิเฟรน (Ifrane) เป็นเมืองพักตากอากาศบนความสูงกว่า 1,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างเมืองขึ้นบริเวณนี้ เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน บ้างก็เรียกเมืองอิเฟรนว่า เจนีวาแห่งโมรอคโค หรือ “สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมรอคโค” บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้ และทะเลสาบสวยงาม นำท่านเดินเล่นภายในเมืองและเก็บภาพบรรายากาศอันสวยงามอีกแห่งของโมรอคโค ถ่ายรูปกับอนุสรณ์สิงห์โตหิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสิงห์โตตัว สุดท้ายที่ถูกล่าจนหมดไปจากเทือกเขาแห่งนี้ 
    จากนั้น นำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองเฟส ระยะทาง 200 กม. ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2.45 ชม. เสน่ห์อันสุดแสนจะคลาสสิกของโมร็อคโค ดินแดนแห่งกลิ่นอายทางวัฒนธรรมอันคลาสสิก การย้อนเวลาเพื่อทวงถามถึงประเพณี และวัฒนธรรม เฟส เป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เขตเมืองเก่า ซึ่งเรียกกันว่า “เมดินา” (คำว่า เมดินา แปลว่า เมือง แต่โดยทั่วไปมักหมายถึงเขตเมืองเก่า) เมืองเฟส มีกำแพงเมืองโบราณโดยรอบสีฟ้า (Blue Gate) ซึ่งสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมของศิลปะอิสลาม มีลวดลายกระเบื้องเคลือบด้วยงานเซลลิช สีฟ้าสลับขาว เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป ก็เริ่มเป็นตรอกซอกซอยเล็กๆ มากมาย วกวนซับซ้อนอยู่ภายในคล้ายเขาวงกต กล่าวกันว่ามีถึง 1 หมื่นซอย ...
    ค่ำ     
    รับประทานอาหารค่ำ ที่โรงแรม พักค้างคืนใน เมือง เฟส  Hotel  RIAD DAR DMANA  หรือเทียบเท่า/คืนที่ 4
  •   วันที่หก เฟซ (เมดิน่า)-เชฟชาอูน (Chefchaouen)
    07.00 น.
    รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม-เช็คเอ้าท์
    08.00 น.
    เช้านี้นำท่านเดินเท้าเข้าสู่ เขาวงกตอันซับซ้อนแห่งเมดินาเมืองเฟส  ผ่านประตู Bab Bou Jeloud ที่สร้างตั้งแต่ปี 1913  ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง เดินผ่านเข้าไปในเขตเมดิน่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต   
    นำท่านเดินผ่านตลาดสดขายข้าวปลาอาหาร และผัก ผลไม้สดต่างๆนาๆ
    ชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย(Merdersa Bou Imania)ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต  ....ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 94,000 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง ทองแดง จะมีร้านค้าเล็กๆที่หน้าร้านจะมีหม้อ กะทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ และย่านเครื่องเทศ(Souk El Attarine) ท่านจะได้สัมผัสทั้งรูป รสและกลิ่นในย่านเครื่องเทศที่มีการจัดเรียงสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามระหว่างที่เดินตามทางในเมดิน่าท่านจะได้พบกับ น้ำพุธรรมชาติ(Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด  นอกจากนี้ที่ตามซอกมุมอาจเห็นภาพชายสูงอายุหนวดเครารุงรังนั่งแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆอยู่บริเวณตามทางเดินแคบๆในเขตเมืองเก่าบางทีเราก็ยังจะเห็นผู้หญิงที่นี่สวมเสื้อผ้าที่ปิดตั้งแต่หัวจนถึงเท้าจะเห็นได้ก็เฉพาะตาดำอันคมกริบเท่านั้น  แวะชมสุสานของกษัตริย์ มูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) ที่ชาวโมรอคโคถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยชายชาวมุสลิมจะมาขอพรก่อนการเข้าสุหนัตและหญิงสาวชาวมุสลิมมักจะมาขอพรเพื่อให้ได้บุตร  ชมสุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque)ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมรอคโคและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น) ชมย่านเครื่องหนังและแวะ ชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณประจำเมืองเฟส (Chouara Tannery) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟสและถูกอนุรักษ์โดยองค์กรยูเนสโก  เมืองเฟส จึงเป็นสถานที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนอย่างยิ่ง
    กลางวัน   
    รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร
    บ่าย   
    นำท่านเดินทางสู่นครสีฟ้า  เชฟชาอูน (Chefchaouen) ระยะทาง 199 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชม.  นครสีฟ้าเชฟชาอูน เมืองที่ได้ชื่อว่ามนต์เสน่ห์แห่งโมรอคโค เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ในหุบเขำริฟ (Rif Mountain) ประวัติความเป็นมาของเมืองนั้นยาวนานกว่า 538 ปี เมืองนี้เคยอยู่ใต้การปกครองของสเปน และได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ.1956 จนได้รับอิทธิพลวิถีชีวิตและภาษาสเปนในปัจจุบันนี้
    ค่ำ    
    รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร พักค้างคืนในเมืองเชฟชาอูน  HOTEL RIAD CASA HASSAN  หรือเทียบเท่า/คืนที่ 5

     

  •   วันที่เจ็ด 15เชฟชาอูน - โวลูบิลิส (Volubilis) – เมคเนส (Meknes) - ราบัต(Rabat)
    07.00 น.
    รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม-เช็คเอ้าท์
    08.00 น.
    นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองที่ได้ชื่อว่า “ มนต์เสน่ห์แห่งโมร็อกโก“ ชมบ้านเรือนทาด้วยสีฟ้าและสีขาว ถือว่าเป็นสวรรค์ของคนรักสีฟ้าและสีขาว โดยเฉพาะสีฟ้า นั่นก็เพราะว่าเชฟชาอูนเป็นเมืองที่บ้านเรือนเกือบทุกหลังเป็นสีขาว และมีครึ่งล่างไปจนถึงบริเวณถนน บันได และทางเดิน เป็นสีฟ้าสดใสเหมือนวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆ สามารถเดินชมบ้านเรือนได้ทั่วทั้งเมือง โดยที่สถาปัตยกรรมของเมืองยังคงเป็นแบบโมรอคโค ซุ้มประตูโค้งจึงสามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งเมือง และยังมีน้าพุที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสกแบบโมรอคโคให้เห็นได้ตามมุมต่าง ๆ ของเมือง
     
    กลางวัน   
    รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร
    บ่าย    
    นำท่านออกเดินทางสู่เมืองเมคเนส (Meknes) (ระยะทาง 202 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชม.)
    ระหว่างทาง พาท่านแวะชม เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต อดีตเมืองโบราณแห่งจักรวรรดิโรมันแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งในยุคศตวรรษที่ 3 และล่มสลายถูกปล่อยเป็นเมืองร้างในศตวรรษที่ 11 เมืองโรมันโบราณแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1997  
    จากนั้น เดินทางต่อสู่เมือง เมคเนส (Meknes) หนึ่งในเมืองมรดกโลกรับรองโดยยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ.1996 อดีตเมืองหลวงในสมัยสุลต่าน มูเล อิสมาอิล (Mouley Ismail)แห่งราชวงศ์อะลาวิท (Alawite Dynasty)ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามในช่วงศตวรรษที่ 17 ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมกเนสจึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ  มีกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู นำท่านชม ประตูบับมันซู( Bab El Mansour )เป็นประตูที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด ตกแต่งด้วยโมเสดและกระเบื้องสีเขียวสดบนผนังสีแสด
     
    จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่เมืองราบัต (Rabat) เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรโมรอคโค (ระยะทาง 94 กม. ใช้เวลเดินทางประมาณ 1.30 ชม.)นำท่านชมเมืองราบัตเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรโมรอคโคมาตั้งแต่ปีค.ศ.1956 เมื่อโมร็อคโคหลุดพ้นจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของฝรั่งเศส เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงาม
    ค่ำ     
    รับประทานอาหารค่ำ ที่โรงแรม พักค้างคืนในเมืองราบัต Hotel FARAH RABAT  ระดับ 5 ดาวหรือเทียบเท่า/คืนที่ 6

     

  •   วันที่แปด ราบัต (Rabet) – กรุงเทพฯ
    07.00 น.
    รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม-เช็คเอ้าท์
    08.00 น.
     
    ชมสุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 สถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกพระอัยกาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183x139 เมตร  แวะถ่ายรูปป้อมอูดายา (Oudayas Fortress)  ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกาแพงสูงใหญ่ เป็นป้อมที่สเปนสร้างขึ้นเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมร็อคโค ด้านในมีสวนดอกไม้แบบสเปน และเป็น เมดิน่า หรือชุมชนชาวเมืองซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า-ขาว ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น บรรยากาศริมทะเลคล้ายเมืองซานโตรินี นับเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สาคัญของโมรอคโค ในอดีตใช้ป้องกันข้าศึกจากการรุกรานทั้งจากประเทศที่ล่าอาณานิคมและในยุคที่โจรสลัดชุกชุม จากนั้นนำท่านสู่ตลาดท้องถิ่น ให้มีเวลาเดินเล่น เลือกซื้อของที่ระลึกต่างๆ ตามอัธยาศัย ก่อนอาลาโมร็อคโค
    กลางวัน   
    รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร
     
    16.00 น.
    นำท่านเดินทางสู่สนามบินราบัต เพื่อทำการเช็คอินสัมภาระ
    20.15 น. 
    บินสู่อาบูดาบี (Abu Dhabi)  โดยสายการบิน อิทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่ EY 616 CMN AUH 1910-0550  (7.35 ชม.) 

     

    07.10 น.   
    เปลี่ยนเครื่องโดยสายการบิน อิทิฮัด แอร์เวย์ส สู่เมืองไทยEY 408   AUH BKK 0845-1620  (6.15 ชม.)  
  •   วันที่เก้า กรุงเทพฯ(Bangkok)
    20.15  น. 
    คณะเดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยความสวัสดิภาพ
  •   อัตราค่าบริการรวม

    - ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ  อาบูดาบี–คาซาบลังก้า – อาบูดาบี – กรุงเทพฯโดยสารการบินอิทิฮัด แอร์เวย์ส ชั้นประหยัด 

    - โรงแรม ที่พัก 6 คืน พร้อมอาหารเช้าบุฟเฟต์
    - ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามรายการที่ระบุ
    - ค่ารถโค้ช แอร์ ในการนำเที่ยวตามรายการ
    - ไกด์ท้องถิ่น จากประเทศโมรอคโค  ภาษาอังกฤษ
    - ค่าประกันอุบัติเหตุ 1,000,000 บาท (สำหรับอายุ 70 ปีขึ้นไปคุ้มครอง 50%)
    - ค่าอาหารตามที่ระบุในรายการ
    - ค่าน้ำระหว่างมื้ออาหารทุกมื้อ/น้ำดื่มระหว่างวัน2ขวด/ท่าน      
    - ค่าวีซ่าประเทศโมรอคโค
    ค่าทิปไกด์ท้องถิ่นและคนขับรถ
    ค่าขี่อูฐ(หากท่านไม่ประสงค์จะขี่อูฐไม่สามารถคืนเงินได้เนื่องจากเป็นการสมนาคุณจากบริษัท)
  •   อัตราค่าบริการไม่รวม

    - ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอาทิ ค่าซักรีด, โทรศัพท์-แฟกซ์, เครื่องดื่มมินิบาร์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่ได้ระบุในรายการ

    - ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%  ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %

    - ค่าทิปหัวหน้าทัวร์  ขึ้นอยู่กับการบริการ

    - ค่าบริการยกกระเป๋าในโรงแรม ซึ่งท่านจะต้องดูแลกระเป๋าและทรัพย์สินด้วยตัวท่านเอง

65,900 THB / Person
DOWNLOAD PDF

BOOKING TOUR

Adults

Children

* Prices for person

TIBET
7 วัน 6 คืน

ทิเบต หลังคาโลก

ลมหายใจแห่งภูผา...มนตราแห่งกงล้อภาวนา Highest Railway in the World ลาซา - รถไฟสายประวัติศาตร์ - ซีหนิง - หลันโจว
INDIA
8 วัน 6 คืน

Chaming รัฐราชาสถาน

รัฐราชาสถาน...ดินแดนฟ้าจรดทราย ท่องดินแดนมหาราชา....เยือน...เมืองโรแมนติกแห่งดินแดนโรตี แคว้นราชาสถานแห่งอินเดีย...กับอารยธรรมกลางทะเลทราย
INDIA
8 วัน 6 คืน

สังเวชนียสถาน อินเดีย-เนปาล

นำท่านจาริกธรรม บำเพ็ญบุญ ตามรอยบาทพระศาสดา ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล นมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง 4 ประสูติ-ตรัสรู้-ปฐมเทศนา-ปรินิพพาน
NEPAL
5 วัน 4 คืน

ไฮไลท์...เนปาล...

กาฐมัณฑุ-ปาทัน(ลลิตาปูร์)-ปัคตาปูร์-นากาก๊อต-โภครา “เนปาลดินแดนในฝัน ที่งดงามด้วยต้นแบบศิลปะและวัฒนธรรมที่งดงามอีกทั้งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นชัดเจน สถาปัตยกรรมไม้ที่สืบทอดนับพันปี และวิถีชีวิตที่ยังคงความดั้งเดิม ”