himalayanholidays@yahoo.com

02-2357583-4, 02-2357572

จันทร์-วันศุกร์ 09.00 - 18.00 น. / เสาร์ 09.00 - 14.00 น

INDIA


Chaming รัฐราชาสถาน

ราชาสถาน 8 วัน 6 คืน

*** ท่องดินแดนมหาราชา...ดินแดนฟ้าจรดทราย...
เดลลี - ชัยปุระ - จัยแซลเมียร์ - จ๊อดปูร์ - อุไดปูร์ - มุมไบ (บอมเบย์) ***

 

ราชาสถาน อดีตปัจจุบันที่ยังรุ่งเรือง อินเดียเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 7,000 ปี มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก มีทั้งความหลากหลายในทุกๆ ด้านและมีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจชวนให้คั้นหาไม่รู้จบ ทั้งด้านความงดงาม ความเป็นเลิศของพระราชวังโบราณ โบสถ์วิหารและมนต์ขลังแห่งศาสนาสถานสำคัญ ที่มีอยู่นับร้อยนับพันปี ด้วยภูมิประเทศที่มีความหลากหลายและสวยงามทำให้ อินเดียเป็นจุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลกที่มุ่งจะมาเยือน....เช่นคุณ!!

 

กำหนดการเดินทางปี 2560 : 22-29 กันยายน / 14-21, 21-29 ตุลาคม / 11-18 พฤศจิกายน / 2-9, 10-17 ธันวาคม  / 30 ธันวาคม 2560 - 6 มกราคม 2561 (ปีใหม่)

 

โดยสายการบินแห่งชาติ JET AIRWAY

 

อัตราค่าบริการ (โปรแกรมการเดินทาง ราชาสถาน 9 วัน 7 คืน) เนื่องจากเป็นตั๋วราคาพิเศษ ไม่สามารถ Refund ได้ทุกกรณี

กำหนดเดินทาง

ผู้ใหญ่/ท่าน
(ห้องละ 2-3 ท่าน)

พักเดี่ยวเพิ่ม

22-29 ก.ย. 60

14-21, 21-28 ต.ค. 60

11-18 พ.ย. 60

2-9, 10-17 ธ.ค. 60

30 ธ.ค. 60 - 6 ม.ค. 61 (ปีใหม่)

39,900.-

45,900.-



47,900.-

8,700.-

9,500.-



9,500.-

 

*ผู้ใหญ่ (12 ปี ขึ้นไป) ขอสงวนสิทธิ์ในการออกทัวร์กรณีมีผู้เดินทางไม่ถึง 16 + ท่าน

 

 

GALLERY

PACKAGE DETAIL

  •   วันแรก (1) กรุงเทพฯ-เดลลี-ชัยปุระ

    06.00 น.        
    คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ  อาคารผู้โดยสารขาออก  ประตูที่ 7-8  เคาน์เตอร์ P สายการ เจ็ท แอร์เวย์ เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับพร้อมอำนวยความสะดวกในการเช็คอินเอกสารและสัมภาระ
    08.55 น.                 
    ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองเดลลี โดยสายการบิน เจ็ท แอร์เวย์ เที่ยวบินที่  9W065    (ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง 30 นาที)  (บริการอาหารบนเครื่อง)
    12.00 น.       
    ถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิราคานธี เมืองเดลลี ผ่านด่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้วและรับสัมภาระแล้ว(บริการข้าวเหนียวหมู เพื่อสะดวกแก่การเดินทาง)
    จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองชัยปุระ (Jaipur) หรือเมืองสีชมพู (Pink City) (ระยะทาง 275 กม.) (ประมาณ 5-6 ชม.)
     
    เมืองชัยปุระ หรือ เมืองจัยปูร์ เป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐราชสถาน อีกทั้งเป็นเมืองที่มีการวางผังเมืองที่ยอดเยี่ยมที่สุด สิ่งปลูกสร้างโดยเฉพาะในบริเวณตัวเมืองเก่านั้นได้รับการทาสีให้เป็นสีชมพู แต่คนส่วนใหญ่เห็นมันเป็นสีส้มแดงมากกว่า สาเหตุที่เมืองนี้ถูกทาสีชมพู ในสมัยของมหาราชา Ram Singh อินเดียยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อต้อนรับกษัตริย์ Edward VII จากสหราชอาณาจักร (ในสมัยที่ดำรงพระยศเป็น Prince of Wales ) เมื่อปี ค.ศ.1853 จึงมีรับสั่งให้ราษฎรทาสีบ้านเรือนเป็นสีชมพู เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่กษัตริย์เจ้าอาณานิคม จัยปูร์ในอดีต ถือเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งด้านวัตถุและวิทยาการสถาปัตยกรรม จะสังเกตได้จาก วังและป้อมโบราณตลอดจนบ้านเรือน
    นำท่านชมพระราชวังแห่งสายลม  “Hawa  Mahal”
     
    (ถ่ายรูปด้านนอก) หรือ Palace of the Wind ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายพระราชวังที่อยู่ในกำแพงเมืองของนครสีชมพูแห่งนี้ ไม่ได้ พระราชวังสายลมเคยเป็นฮาเร็ม ของมหาราชา มีลักษณะเป็นอาคาร 5 ชั้น สร้างด้วยหินทรายออกแดงคล้ายสีปูนแห้ง เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรม สไตล์เปอร์เซียกับโมกุล ที่สวยเด่น คือ ลวดลายฉลุหินตามหน้าต่าง ช่องระบายอากาศที่บรรดา นางสนมในวังใช้เป็น ที่แอบดูชีวิต ความเป็น อยู่ของสามัญชนทั่วไป และประโยชน์อีกอย่างคือเป็นช่องแสงและช่องลมมีช่องหน้าต่าง จำนวนมากถึง 152 ช่อง
    อยู่บริเวณตลาดฮาวามาฮาลบาซาร์ (Hawa Mahal Bazaar)
     
    ให้ท่านช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง อาทิ กำไร สร้อยคอ เสื้อผ้า ต่างๆมากมาย แบบชาวราชาสถาน สำควรแก่เวลา นำท่านเข้าสู่ที่พัก
    19.00 น.          
    รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
     อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัยที่พัก  HOTEL    RAMADA  (เมืองชัยปุระ) หรือเทียบเท่า

  •   วันที่สอง (2) เมืองชัยปุระ (เมืองสีชมพู)
    07.00 น.     
    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    08.00 น.      
    นำท่าน โดยรถโค๊ช เดินทางสู่ พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทและ พิเศษนั่งช้างขึ้นสู่พระราชวังชั้นใน
    พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท (Amber Fort)
     
    เดิมเคยเป็นราชธานีของเมืองชัยปุระ สร้างที่เคยเป็นป้อมปราการเก่าในศตวรรษที่ 11 สร้างขึ้นโดยมหาราชาแมนสิงห์ ใน ปี ค.ศ. 1592 และเสร็จสิ้นลงในสมัยของมหาราชาใจสิงห์ ป้อมแห่งนี้เป็นต้นแบบที่ดีของสถาปัตยกรรมแบบราชปุต (Rajput) นอกจากนี้ในสมัยก่อนด้านล่างของป้อมยังเป็นทะเลสาบ จึงเป็นปราการสำคัญเพื่อป้องกันข้าศึกได้อีกชั้น ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของราชวงศ์กาญจวาหา อยู่หลายร้อยปี ก่อนมหาราชาสะหวายจัย ซิงห์ที่ 2 จะตัดสินใจย้ายลงไปสร้างเมืองใหม่ยังชัยปุระ....ภายในพระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท ประกอบด้วยพระตำหนักต่างๆ  ซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างในสมัยของมหาราชามาน ซิงห์ (Maharaja Man Singh) ใน ปี ค.ศ. 1592 และได้มีการขยายต่อเติมโดยมหาราชาองค์ต่อๆมา ทั้งนี้ในช่วงที่ป้อมแอมแมร์ ขยายออกมาจนใหญ่โตนั้น จักรวรรดิโมเลกุลเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนนี้แล้ว จึงทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมภายในเป็นการผสมผสานระหว่างราชปุตกับโมกุลได้เวลาอันสมควรนำท่านนั่งรถจิ๊ปลงสู่รถโค๊ช
    จากนั้น    แวะ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ณ ชลมาฮาล (JAL MAHAL) หรือพระราชวังน้ำ (WATER PALACE)
     
    ซึ่งตั้งเด่นสง่าอยู่กลางทะเลสาบมันสกา (Man Sagar)โดยพระราชวังแห่งนี้และทิวทัศน์ของทะเลสาบโดยรอบถูกต่อเติมและปรับปรุงโดยมหาราชา สะหวาย จัย สิงห์ที่ 2 ตัวพระราชวังนั้นสร้างได้อย่างสวยงามตามสถาปัตยกรรมราชปุตและโมกุล ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปในสิ่งก่อสร้างในรัฐราชสถาน โดยพระราชวังนี้นั้นมีความสวยงามเนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบและโดยมีเทือกเขานหาร์การห์ตั้งอยู่เบื้องหลัง ตัวอาคารสร้างโดยใช้หินทรายสีแดง ประกอบด้วยทั้งหมด 5 ชั้นซึ่ง 4 ชั้นล่างจะถูกน้ำท่วมเมื่อทะเลสาบมีระดับน้ำสูงสุด โดยเหลือเพียงชั้นบนสุดซึ่งจะเผยขึ้นมาเหนือน้ำ ฉัตรีซึ่งเป็นยอดหลังคาทรงสี่เหลี่ยมนั้นสร้างในแบบสถาปัตยกรรมเบงกอล ส่วนฉัตรีบริเวณสี่มุมของอาคารนั้นเป็นทรงแปดเหลี่ยม เนื่องจากตั้งอยู่ในน้ำเป็นเวลาอันยาวนานทำให้ฐานของพระราชวังนั้นเริ่มทรุดโทรมลงเนื่องจากกระแสน้ำและน้ำท่วม ทำให้มีการบูรณะเมื่อประมาณ 10-15 ปีที่แล้ว แต่ผลงานที่ได้นั้นมีปัญหาด้านวัตถุดิบที่ใช้ไม่ตรงกับของจริงอิงตามประวัติศาสตร์ค้นคว้าโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยล่าสุดได้มีโครงการร่วมฯเพื่อทำการบูรณะครั้งใหญ่ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการโดยรัฐบาลรัฐราชสถาน
    12.00 น.      
    รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    13.00 น.          
    นำท่านชม พระราชวังหลวง หรือ พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace)
     
    พระราชวังอันเป็นที่ประทับของมหาราชาแห่งชัยปุระ สร้างขึ้นในสมัยมหาราชาไสว จัย ซิงห์ที่ 2 จากนั้นก็ได้รับการดูแลต่อเติมโดยมหาราชาของชัยปุระรุ่นต่อๆ มา โดยสถาปัตยกรรมได้รับการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบราชปุตกับโมกุล โดยซิตี้พาเลซ....ได้เปิดให้เข้าชมในนามของพิพิธภัณฑ์ไสวมานซิงห์ ภายในเขตพระราชฐาน มีศาลาว่าราชการ ที่มหาราชาใช้ปรึกษางานกับราชบริพาร ตั้งอยู่กลางผังพระราชวัง และเหยือกเงิน(Silver Urms) แท้ๆ 2 ใบของมหาราชามัดโฮ ซิงห์ ที่ 2 (Maharaja Madho Singh II) ซึ่งเหยือกสีเงินนี้จะวางอยู่ของประตูทางเข้า เหยือกนี้มีความสูงถึง 1.6 เมตร บรรจุน้ำได้ 900 ลิตร ในอดีตเคยถูกใช้บรรจุน้ำจากแม่น้ำคงคาเืพื่อนำไปใช้ในพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7
    และชมความงามของ ปทัมนิวาสชอว์ก (Pitam Niwas Chawk) หรือ เรียกกันว่า ลานนกยูง (Peacock Courtyard)
     
    นกยูงถือว่าเป็นสัตว์ประจำรัฐราชาสถาน ลานนกยูงซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของพระราชวังแห่งนี้ด้วย ในอดีตใช้เป็นลานสำหรับแสดงกลางแจ้งของนางรำ เพื่อความบันเทิงและสำราญของมหาราชาในสมัยนั้น ที่ลานนี้ยังมีประตูที่สวยๆ 4 บานประตู โดยแต่ละประตูจะมีภาพวดแทนสัญลักษณ์ของทั้ง 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูฝน-ประตูนกยูง ฤดูร้อน-ประตูดอกบัว ฤดูหนาว-ประตูลาย
    ดอกไม้ และฤดูใบไม้ผลิ-ประตูสีเขียวตอง โดยแต่ละประตูจะออกแบบมาไม่เหมือนกันมีเทพฮินดูองค์เล็กๆประดับเหนือประตูแต่ละบาน และจากลานนกยูงเราสามารถเห็นส่วนของวังส่วนตัวของครอบครัวมหาราชาคนปัจจุบันแห่งเมืองจัยปูร์...
    จากนั้นชมหอดูดาวจันตาร์มันตาร์ (Jantar Mantar)
     
    จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองชัยปุระ โดยได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2010สร้างและคิดค้นขึ้นโดยมหาราชาสะหวายจัย สิงห์ที่ 2 ด้วยทรงมีความสนพระทัยและพระปรีชาในเรื่องดาราศาสตร์ จึงได้ทรงรับสั่งให้สร้างหอดูดาวแห่งนี้ขึ้นมาพร้อมๆ กับการก่อสร้างพระราชวังซิตี้พาเลซ เพื่อใช้ดูความเคลื่อนไหวของพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว โดยหอดูดาวจันตาร์มันตาร์แห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในสมัยโบราณ เนื่องจากจะใช้คำนวณฤกษ์เวลาในการออกรบนั่นเอง
    จันทาร์ มานทาร์ จากนี้แล้วมหาราชาไสวจัย ซิงห์ที่ 2 ยังได้สร้างหอดูดาวในลักษณะนี้อีก 4 แห่ง ซึ่งหนึ่งในสี่อยู่ใจกลางเมืองเดลี และ อยู่ที่เมือง Ujjain , Varanasi และ Matura นาฬิกาแดดที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะอยู่ที่จัยปูร์มีความสูงถึง 28 เมตร ที่มีความเที่ยงตรง บอกเวลาที่เมืองจัยปูร์ได้โดยเฉพาะซึ่งเวลาจะไม่ตรงกับเวลามาตรฐานของอินเดีย การเดินทางมาชมจันทาร์ มานทาร์ ควรมาในช่วงเวลาที่มีแดดจะได้เห็นเงาของแสงที่นาฬิกาแดดบอกเวลาได้  จากนั้น  พาท่านอิสระช้อปปิ้งสิ่งทองแห่งเมืองหลวงรัฐราชาสถาน อาทิ กำไร สร้อยคอ เสื้อผ้า ต่างๆมากมาย แบบชาวราชาสถาน
    19.00 น.          
    รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม  
    อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย ที่พัก  HOTEL  RAMADA  (เมืองชัยปุระ) หรือเทียบเท่า 

     

  •   วันที่สาม (3) ชัยปุระ – จัยแซลเมียร์ (เมืองสีทอง)
    06.30 น.    
    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    07.30 น.       
    เดินทางสู่ เมืองจัยแซลเมียร์ (JAISALMIR)

     ระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 8-9  ชั่วโมง“เมืองจัยแซลเมียร์”เป็นอีกเมืองหนึ่งที่นักท่องเที่ยวอยากมาชมความงามของนครสีทอง ดินแดนฟ้าจรดทรายและ เมืองแห่งทะเลทรายที่งดงาม เพราะส่วนใหญ่จะเห็นรูปทะเลทรายกับอูฐที่ปกหนังสือ จนเข้าใจว่าเป็นสัญลักษณ์ของรัฐราชาสถานก็มาจากเมืองจัยแซลเมียร์แห่งนี่...นี้เอง..วันนี้นั่งรถชมวิวเป็นอีกหนึ่งความสำคัญในการท่องเที่ยวของเราในทริปนี้..ชมวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไประหว่างสองข้างทาง

     

    เที่ยง             
    รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารระหว่างทาง
    บ่าย              
    จากนั้นเดินทางต่อไป“จัยแซลเมียร์” คือเมืองที่ได้รับสมญานามว่า “นครสีทอง”
     
    ตั้งอยู่บนที่ราบสูง กลางที่ราบทะเลทรายธาร์ มีกำแพงสูงใหญ่ดูโอฬาร เป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ทางตะวันตกสุดของแคว้นราชาสถาน ในอดีตเคยเป็นเส้นทางการค้าที่ สำคัญระหว่างอินเดียกับตะวันออกกลาง นครแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นจากหินทรายสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่ เมื่อยามต้องแสงอาทิตย์อัสดงที่ไล้ลงบนพื้นผิวของหินเหล่านี้ ก็จะปรากฏให้เห็นเป็นสีทองอร่ามตา และนี่คือที่มาของสมญา “นครสีทอง” ด้วยเหตุที่จัยแซลเมียร์เคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ ส่งผลให้พ่อค้าวาณิชย์ในตระกูลดังๆ หลายๆคนร่ำรวยกันอย่างมหาศาล กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี มีคฤหาสน์ที่ใหญ่โตมโหฬาร
    ค่ำ                
    รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม 

     

    พักที่ HOTEL FORT RAJWADA  (เมืองจัยแซลเมียร์) หรือเทียบเท่า
  •   วันที่สี่ (4) จัยแซลเมียร์ (เมืองสีทอง)
    07.00 น.    
    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    08.00 น.    
    นำท่านชม ทะเลสาบกาดซิซาร์ (Gadsisar Lake)
     
    โอเอซิสขนาดมหึมาท่ามกลางทะเลที่สร้างโดยมหาราชาวาลกาดซี ราว ค.ศ.ที่ 14 ซึ่งทะเลสาบนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของเมืองจัยแซลเมียร์ รอบๆ ทะเลสาบจะมีวัดเล็กๆ ในช่วงฤดูหนาวจะได้พบเห็นนก นานาชนิดโดยรอบทะเลสาบ รอบๆ ทะเลสาบจะมีวัดและอนุสรณ์สถานเล็กๆ สีเหลืองทองอร่าม ในอดีตด ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำสำคัญของเมือง แต่ปัจจุบัน ใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณี “กานกัวร์” (Gangaur) ซึ่งจัดขึ้นในเดือน มีนาคม-เมษายน ของทุกปี โดยมีมหาราวัลของจัยแซลเมียร์เป็นผู้ทำนำพิธีด้วยตัวเอง ซึ่งประเพณีนี้ หญิงโสดจะโยนดอกไม้ลงไปในทะเลสาบและอธิษฐานขอคู่ชีวิตที่ดีๆ
    10.00 น.          
    นำท่านชมป้อมจัยแซลเมียร์ (Jaisalmer Fort)
     
     
    ป้อมปราการขนาดใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางทะเลสาบ สร้างโดย Bhatti Rajput rule Rawal Jaisal ค.ศ. 1156 โดยป้อมนี้ถือว่าเป็นป้อมที่สร้างลำดับที่ 2 ของรัฐราชสถานรอบๆ ป้อมจัยแซลเมียร์มีหอรบถึง 99 หอ โดยศัตรูหลักของเมืองนี้คือ บรรดาเจ้าราชปุตของนครต่าง ๆ รวมถึงจักรพรรดิอัคบาร์แห่งโมกุล ซึ่งต่อมากลายเป็นเขยของเมืองนี้ไปในที่สุด ปัจจุบัน ป้อมจัยแซลเมียร์เป็นป้อมเดียวในอินเดียที่มีผู้คนอาศัยอยู่ด้านบนบนเขาทิตรีกูฏชมความสวยงามของปราสาททรายที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางทะเลทรายภายในป้อมมีบ้านพักของชาวบ้านที่พำนักอยู่อาศัยมานานนับร้อยปีท่านจะได้เห็นทัศนียภาพของเมืองจัยแซลเมียร์โดยรอบชม ฮาเวลีพัทวันกี (Patwon Ki Haveli)มีขนาดใหญ่และหรูหรามที่สุดในบรรดาฮาเวลีด้วยกัน เพราะเจ้าของเป็นนักธุรกิจ ซึ่งร่ำรวยที่สุดในยุคนั้นชื่อ กุมัน ซันด์ พัตวา (Guman Chand Patwa) และใช้เวลาสร้างถึง 50 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1805  มีจุดเด่นอยู่ตรงจาโรกัสที่มีมากถึง 66 ระเบียงชมคฤหาสน์เสนาบดี หรือ ฮาเวลี (Haveli)  ฮาเวลีแบบจัยซัลแมร์นั้น สามารถสร้างโดยที่เจ้าของจะต้องมีเงินทองมากมายจึงจะทุ่มเงินสร้างคฤหาสน์ไว้อยู่อาศัยได้ แต่นอกจากความใหญ่โตแล้ว ฮาเวลีของเมืองจัยซัลแมร์นั้น มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่เหมือนเมืองอื่นๆ คือ เป็นคฤหาสน์ที่สร้างจากหินทรายสีทอง ส่วนอาคารชั้นล่างยกสูงจากพื้นเพื่อป้องกันฝุ่นจากทะเลทราย
    วัดเชน (Jain Temples) ที่ตั้งอยู่บนป้อมจัยซัลแมร์ กลุ่มวัดเชนประกอบด้วยวัด 7 วัด มีวัดประธานซึ่งมีขนาดใหญ่สุดมีชื่อว่า จันทราปราพู (Chandraprabhu Temple)
     
     
    พระราชวังของมหาราวัล (Palace of the Maharawal)
     
    ตั้งอยู่ด้านขวามือของป้อมจัยซัลแมร์ เป็นพระราชวังขนาด 5 ชั้น แบ่งเป็นห้องต่างๆ ซึ่งตกแต่งสวยงามตามสไตล์ราชปุต โดยห้องที่โดดเด่นที่สุดของที่นี่คือ กัชวิลล่าส์ (Gaj Villas) ซึ่งบุ ผนังด้วยกระเบื้องลายสีฟ้าเข้มจากประเทศฮอลแลนด์ นอกจากนี้ พื้นที่บางส่วนยังเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของใช้ส่วนตัวสมาชิกในราชวงศ์บาติ
    ฮาเวลีซาลิมซิงห์กี (Salim Singh Ki Haveli) คฤหาสน์ทรงดอกเห็ด สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1815 เจ้าของเดิม เจ้าของดั้งเดิมคือ ท่านซาลิม ซิงห์ (Salim Singh) ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ที่สำคัญ ฮาเวลีแห่งนี้ยังมีรูปทรงเฉพาะตัวคือ ชั้น ล่างกว้างแต่ชั้นบนแคบลงเหมือนดอกเห็ด โดยส่วนที่เหมือนดอกเห็ดนั้น ถือเป็นจุดเด่นของคฤหาสน์นี้ เพราะประกอบด้วยซุ้มโค้งทั้งหมด 38 โค้ง มีโดมด้านบนตกแต่งด้วยกระเบื้องสีน้ำเงิน นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นที่งานแกะสลักของแต่ละ ระเบียง ซึ่งสวยงามและมีลวดลายที่แตกต่างกันในแต่ละระเบียง
    13.00 น.      
    รับประทานอาหารกลางวัน ณ FORT RAJWADA  HOTEL
    15.00 น.        
    นำท่านเดินทางสู่ทะเลยทรายธาร์
     
     
    ห่างจากตัวเมืองออกไปราว 42 กิโลเมตร เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังในจัยแซลเมียร์..ทะเลทรายธาร์ (Than หรือ Indian Desert )มีเนื้อที่ประมาณ 114,000 ตารางไมล์ เป็นสันทรายที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองจัยซัลแมร์ มีคำกล่าวว่าถ้ามาอินเดียฝั่งทิศตะวันตกแล้วไม่ได้มาที่นครสีทอง “จัยซัลเมียร์” ก็เสมือนว่ายังมาไม่ถึงแคว้นราชาสถานของอินเดียโดยสมบูรณ์..
    นำท่านขี่อูฐสู่ทะเลทรายทาร์ (ค่าขี่อูฐรวมในรายการทัวร์ แต่ไม่รวมค่าทิปคนจูงอูฐประมาณ 100-200 รูปี)
     
    ชมสันทรายแห่งนี้ Sam Sand Dunes
     
    เป็นที่ซึ่งโค้งขอบฟ้าจรดกับผืนแผ่นทรายได้อย่างงดงาม...ทะเลทรายธาร์ เนินทรายแห่งนี้เป็นที่ซึ่งโค้งขอบฟ้าจรดกับผืนแผ่นทรายสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังใน จัยแซลเมียร์ ได้อย่างงดงามเกินคำบรรยาย
    18.30 น.
    ได้เวลาอันสมควร...ชมโชว์การเต้นระบำราชาสถาน…. 
    รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารใกล้บริเวณทะเลทราย
    20.00 น.      
    นำท่านเดินทางกลับโรงแรมที่พัก อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย
     
    ที่พัก ณ  DERT TULIP HOTEL (เมืองจัยแซลเมียร์) หรือเทียบเท่า
     

  •   วันที่ห้า (5) จัยแซลเมียร์ -จ๊อดปูร์ (เมืองสีฟ้า)
    06.00 น.      
    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    07.00 น.          
    นำท่านเดินทางสู่ เมืองจ๊อดปูร์ (Jodhpur) โยธาปุระ เมืองสีฟ้า
     
    (ระยะทางประมาณ290กิโลเมตรใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง)  “เมืองจ๊อดปูร์” เมืองที่ได้ฉายาว่าเมืองแห่งความตายเพราะอยู่กลางทะเลทรายธาร์ในอดีต เมืองสีน้ำเงินจ๊อดปูร์ Jodhpurหรือ เมืองโยธะปุระในปัจจบันเป็นเมืองโรแมนติกหรือเมือง โยธะปุระ นครนักรบ ทั่วทั้งเมืองเป็นสีฟ้าน้ำทะเล ใหญ่เป็นอันดับสองในแคว้นราชาสถาน ตั้งโดยสร้างโดย มหาราชา ราโอ จอดา (Rao Jodha) แห่งราชวงศ์ Rathore ถือเป็นเมืองเก่าแก่ของพวกราชบุตรเป็นต้นกำเนิดของอีกหลายราชวงศ์ เช่นราชาแห่งบิคาเนอร์ก็เคยเป็นเจ้าชายแห่งจ๊อดปูร์ ความเก่าทำให้เมืองนี้มีมนต์ขลังเป็นศูนย์กลางของราชาสถานตั้งแต่อดีตกาลนานหลายร้อยปี สีน้ำเงินหรือสีฟ้านี่เป็นสีของวรรณะพราหมณ์แล้วเมืองนี้ก็มีคนวรรณะนี้มาก บ้านเรือนเลยทาสีน้ำเงินทั้งเมือง กับเหตุผลที่2ก็คือ เพราะความที่อยู่กลางทะเลทรายธาร์ที่ร้อนแล้ง การทาบ้านเรือนสีฟ้าหรือสีน้ำเงินจะทำให้ดูสบายตาและเย็นใจมากขึ้น..
    13.00 น.      
    รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม THAR OASIS
    14.00 น.          
    นำท่านชม ป้อมเมห์รานการห์ (Mehrangarh Fort) 
     
    ป้อมนี้เป็นป้อมโบราณที่มีความยิ่งใหญ่และเป็นหนึ่งในสี่ของพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ป้อมปราการที่ยาวเหยียดข้ามเขาถึง 125 ลูก ภายในมีพระราชวังที่สวยงามและใหญ่ที่สุด และเป็นจุดชมวิวเมืองสีฟ้าที่ดีที่สุด ไม่มีป้อมปราการใดจะงามสง่าเท่าเมห์รานการห์ฟอร์ทแห่งนี้ มหาปราการหินถูกสร้างบนเนินเขาสูง 122 เมตร ใน ค.ศ. 1459 เมื่อฤาษีท่านหนึ่งบอกว่ามหาราชาจ๊อดธะ พระองค์ควรสร้างเมืองขึ้นที่นี่ จ๊อดปูร์เป็นศูนย์กลางอาณาจักรใหญ่แต่ครั้งโบราณ ป้อมจึงถูกเสริมเติมแต่งให้มีขนาดใหญ่มหึมา ภายในตกแต่งด้วยแก้วหลากสี แบ่งห้องหรือท้องพระโรงขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง ได้แก่ ตำหนักMoti Mahal , Sheesh Mahal , Phool Mahal ป้อมเมห์รานการห์เป็นป้อมโบราณที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรร์ ภายในยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม
    Phool Mahal พระตำหนักพูลมาฮาล 
     
    หรือ พระตำหนักแห่งมวลดอกไม้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1724 โดยได้รับการยกย่องว่าสวยงามและละเอียดอ่อนที่สุดในบรรดาตำหนักทั้งหมดที่อยู่ภายในป้อม ภาพวาดที่ผนังและเพดานเป็นผลงานของศิลปินเพียงท่านเดียว ส่วนใหญ่เป็นภาพวาดลายดอกไม้และเถาไม้ประดับจำนวนมาก โดยเีรียกการวาดภาพแบบนี้ว่า รักมาลา (Ragmala Painting) จุดประสงค์ของห้องนี้ใช้เพื่อความสำราญ ฟังดนตรีและชมการเต้นรำ
    ลานราชาภิเษก (Coronation Courtyard) 
     
    ที่เรียกชื่อนี้เพราะมีบัลลังก์แกะสลักด้วยหินอ่อน ซึ่งเป็นที่ประทับของมหาราชาแห่งจ๊อดปูร์ในวันที่ได้รับการสถาปนาให้ปกครองเมืองแต่ละยุคตั้งอยู่
    ตำหนักจันกิมาฮาล (Jhanki Mahal)
     
    ด้านในเป็นพิพิธภัณฑ์เปลเด็ก ซึ่งงดงามมีเอกลักษณ์สมกับเป็นเครื่องใช้ของเชื้อพระวงศ์
    พิพิธภัณฑ์ล้ำค่า เป็นพิพิธภัณฑ์เสลี่ยงหรือปัลกิกานา เป็นเสลี่ยงโบราณสวยงามและหาชมได้ยาก และยังมีห้องแสดงประทุนหลังช้าง ของมหาราชายุคต่างๆ มีส่วนที่ใช้แสดงอาวุธต่างๆ ที่ใช้ในอดีตสำหรับสู้รบ
    พระตำหนักโมติมาฮาล (Moti Mahal)
     
    หรือพระตำหนักไข่มุก จุดเด่นอยู่ที่การนำเปลือกหอยมุกมาบด ก่อนนำไปผสมปูนแล้วฉาบลงบนผนังห้อง ทำให้เวลาค่ำคืนจุดเทียนผนังห้องจะดูแวววาว ส่วนเพดานใช้กระจกเป็นสีๆ จุดประสงค์ของห้องนี้เพื่อใช้ในการหารือราชการกับข้าราชบริพารระดับสูง
    ตากัตวิลลา (Takhat Villa) 
     
    เป็นห้องนอนหรูหราอลังการ ของมหาราชาตากัต ซิงห์ (Maharaja Takhat Singh) ที่ห้องมีความแปลกคือเพดานมีการประดับประดาด้วยลูกบอลคล้ายลูกบอลคริสต์มาส
    จากนั้น         พาท่านชม อนุสรณ์สถานจาสวานต์ธาดา (Jaswant Thada)
     
    สิ่งปลูกสร้างสีขาวสะอาดตา ที่สร้างด้วยหินอ่อนหลังคาทรงปรางค์ปราสาทประดับโดยหินอ่อน  ตั้งอยู่ห่างจากป้อมเมหุ์รานการห์ ไปประมาณ 1 กิโลเมตร อนุสรณ์นี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1899 เพื่ออุทิศให้กับมหาราชาจัสวันต์ ซิงห์ที่ 2 (Maharaja Jaswant SinghII) หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว 4 ปี โดยเป็นมหาราชาที่ได้การนับถือจากประชาชนมากมาย เป็นทั้งผู้ริเริ่มโครงการชลประทาน จัสวันต์ธาดาสร้างจากหินอ่อน จากแหล่งเดียวกับที่นำไปสร้างทัชมาฮาล
    จากนั้น         นำท่านชม วัง “อูเมด พาวัน” (Umaid Bhawan)
     
    และถ่ายเป็นที่ระลึก(ด้านนอกเท่านั้น) ก่อสร้างขึ้นตามโครงการจ้างงานชาวบ้านที่ยากจน เพื่อให้ชาวบ้านมีงานทำในช่วงที่ร้อนจัด สร้างโดย มหาราชาอุเมด ซิงห์ (MAHARAJA UMAID SINGH) มีห้องทั้งหมด 347 ห้อง ใช้เวลาสร้าง 15 ปี โดยคนงาน 300 คน ตัวพระราชวังได้รับการออกแบบจากสองสถาปนิกชาวอังกฤษ ตกแต่งแบบ อินโด-โคโลเนียล สร้างด้วยหินทรายสีเนื้อ อยู่บนเนินเขาสูง ปัจจุบันก็เป็นที่พำนักของมหาราชแห่งจ๊อดห์ปูร์และกันบางส่วนไว้สำหรับเป็น โรงแรมระดับห้าดาว  พาคณะท่านเข้าชมในส่วนบริเวณพิพิธภัณฑ์สำหรับนักท่องเที่ยว
    จากนั้น      อิสระเลือกซื้อของพื้นเมืองของที่ระลึกในตลาดบาร์ซาร์โบราณซึ่งเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนค้าขายของเหล่าขบวนคาราวานมาแต่อดีตตั้งอยู่กลางใจเมืองจ๊อดปูร์แหล่งศิลปะหัตถกรรม เครื่องเงิน กำไล ผ้ามัดย้อมสี เครื่องหนังมากมาย
    19.30 น.     
    รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย

              ที่พัก ณ  THE FERN  HOTEL JODHPUR  หรือเทียบเท่า

  •   วันที่หก (6) จ๊อดปูร์ (เมืองสีฟ้า) - เมืองรานัคปูร์ - เมืองอุไดปูร์
    07.00 น.               
    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    08.00 น.         
    นำท่านเดินทางสู่เมืองอุไดปูร์ ....เมืองอูไดปูร์ เวนิสแห่งตะวันออกในอินเดีย
     
    (ระยะทางประมาณ290กิโลเมตรใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง) เมืองอูไดปูร์ (Udaipur) เมืองท่องเที่ยวที่รู้จักกันในชื่อ เวนิสแห่งตะวันออก และ เมืองแห่งทะเลสาบ โดยเมืองอูไดปูร์นั้นเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและน่ามาเยือนมากเป็นอันดับต้นๆของรัฐราชสถาน (Rajasthan)
    ระหว่างทาง      ผ่าน เมืองรานัคปูร์ (Ranakpur) นำท่าน ชมวิหารเชน (Chaturmukha Jain Temple)
     
    เป็นวิหารของศาสนาเชน สร้างโดยคหบดี Dharna Sah เมื่อเกือบ 500 ปีก่อน ภายในประกอบด้วยห้องโถงกว่า 24 ห้อง โดมทั้งหมด 80 โดม และเสาถึง 1,144 ต้น เสาแต่ละต้นจะถูกแกะสลักอย่างงดงามมาก คิดเป็นพื้นที่แกะสลักกว่า 3,000 ตารางเมตร ทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีเยี่ยม เมื่อสร้างวัดนี้จำเป็นต้องสร้างเมืองขึ้นมาเพื่อเป็นที่อาศัยของคนงานนับหมื่น และเป็นสถานที่ ที่สำคัญแห่งหนึ่งซึ่งผู้คนเดินทางมาเพื่อแสวงบุญ ทั้งยังเป็นที่ที่ใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมากสำหรับผู้นับถือศาสนาเชน เมืองดังกล่าวตั้งชื่อว่า "รานัคปูร์" เพื่อเป็นเกียรติแด่มหารานา แห่งราชาอาณาจักร ผู้อนุญาตให้สร้างวัด
    12.00 น.                      
    รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร ระหว่างทาง
    13.00 น.         
    นำท่านเดินทางต่อสู่เมืองอุไดร์ปูร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นราชาสถาน (ประมาณ 2.30 ชม.)
    เมืองอุไดร์ปูร์  ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐราชาสถาน เป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขา และทะเลสาบมากมาย ทำให้เมืองอุไดปูร์มีความเขียวชะอุ่มกว่าเมืองอื่นในรัฐราชาสถาน เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และโรแมนติกมากเมืองหนึ่งของอินเดีย โดยเฉพาะยามเย็นบรรยากาศริมทะเลสาบพิโคลา มีโรงแรม Lake palace สีขาวกลางน้ำ และ City palace ตัดกับแสงอาทิตย์ยามเย็นพร้อมแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน เมืองอุไดปูร์ถูกสถาปนาในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 และตั้งชื่อตามมหารานา อุได ซิงห์ที่ 2 (Maharana Udai Singh II) ผู้สถาปานา ซึ่งสือบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ซิโซเดีย (Sisodia) ที่ครองอาณาจักรเมวาร์(Memar) มาอย่างต่อเนื่องหลายร้อยปี และ ที่สำคัญราชวงศ์นี้ นับว่ามีความแข็งแกร่งสุดในบรรดากลุ่้มเจ้าราชปุตด้วยกันไม่ยอมก้มหัวให้ผู้รุกรานต่างชาติ และยังต่อสู้กับจักรวรรดิโมกุลได้นานที่สุด อาณาจักรเมวาร์เคยอยู่ที่เมือง Chittor ห่างจากเมืองอุไดปูร์ไป 115 กิโมเมตร แต่มหารานาอุได ซิงห์ที่ 2 ตัดสินใจทิ้งเมือง Chittor ให้กับกองทัำพของจักรพรรดิอัคบาร์ และสร้างเมืองอุไดปูร์เป็นราชธานีขึ้นมาแทน เนื่องจากการต่อสู้กับกองทัพของจักรพรรดิ์อัคบาร์หลายครั้งจนสามารถครองความเป็นรัฐอิสระมาได้ยาวนาน แต่ในปี ค.ศ. 1736 ก็พลาดท่าให้กับอาณาจักรมาราทัส ก่อนตัดสินใจรวมเข้ากับอินเดียในที่สุด เมืองอุไดปูร์ในปัจจุบันนับว่าเป็นเมืองใหญ่ไม่้แพ้เมืองอื่นๆในราชาสถาน....
    16.30 น.         
    นำท่านเดินทางไปล่องเรือ ทะเลสาบ พิโคลา (Pichola Lake)
     
    ทะเลสาบที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอุไดปูร์ โดยทะเลสาบแห่งนี้มีความกว้าง 3 กิโลเมตร และมีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร สร้างโดย มหาราชานาอุดัย สิงห์ที่ 2 เมื่อปี 1743 ชมทิวทัศน์รอบทะเลสาบยามเย็น มีเกาะอยู่ 2 เกาะคือ Jag Niwas เป็นที่ตั้งของ Lake Palace สร้างโดย Maharana Jagat Singh II เมื่อปี ค.ศ. 1743 ใข้เป็นพระราชวังฤดูร้อน ทะเลสาบพิโคลา เป็นที่ตั้งของเกาะ 2 แห่ง โดยเกาะแรกตั้งอยู่กลางทะเลสาบเป็นที่ตั้งของ พระราชวังจักนิวาส (Jag Niwas Palace) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงแรมเลกพาเลซ ส่วนอีกเกาะซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือของ พระราชวังจักมันเดียร์ (Jag Mandir Palace) ซึ่งปัจจุบันคือ โรงแรมการ์เดนพาเลซ (Lake Garden Palace)
    โรงแรมระดับ 5 ดาว ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณคืนละ 15,000 บาท ไปจนถึง 200,000 กว่าบาท
    ล่องรือชม.....เสน่ห์ยามเย็นที่เมืองอูไดปูร์   ทิวทัศน์รอบทะเลสาบที่มีฉากเป็นมหาราชวังอย่างเช่น Lake Palace ในยามเย็นแสงอาทิตย์กระทบวังที่ทำด้วยหินอ่อนจับแสงแดยามเย็นเป็นสีทองและสะท้อนให้เกิดภาพเงาในทะเลสาบสวยงาม…ได้เวลาอันสมควรเดินทางสู่ที่พัก
    19.00 น.         
    รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม พักผ่อนตามอัธยาศัย
    ที่พัก ณ HOTEL RAMADA PLAZA UDIAPUR   หรือเทียบเท่า
     
  •   วันที่เจ็ด (7) อุไดปูร์ -บอมเบย์ (มุมไบ)
    07.00 น.               
    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม         
    08.00 น.          
    นำท่านเดินทางไปชม วัดจักดิศ (Jagdish Temple)
     
    เป็นวัดฮินดูที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอุไดปูร์ มีอายุเกือบ 400 ปี สร้างในปี ค.ศ. 1651 ในสมัยของมหารานาจากัต ซิงห์ที่ 2 (Maharana Jagat Singh II) เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองเป็นอย่างมาก โดยภายในมีหินสีดำแกะสลักเป็นรูปจากานนาท ซึ่งเป็นภาคหนึ่งชองพระวิษณุ และยังมีจุดเด่นอยู่ตรงการแกะสลักผนังวัดเป็นรูปนางอัปสรา และสัตว์ลักษณะัต่างๆ อย่างละเอียด โดยภายในวิหารไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปนะคะ แต่ภาพนอกวัดถ่ายได้ ใกล้ๆกับวัดจักดิศมีร้านขายสินค้าที่ระลึกมากมาย......หลังจากที่ชมวัดเสร็จ จากนั้นอิสระให้ท่านได้ช้อปปิ้งของที่ระลึก ตามอัธยาศัย จนถึงเวลานัดหมาย
    จากนั้นเดินไปสู่ พระราชวิงซิตี้พาเลซ (City Palace)
     
    หรือ พระราชวังฤดูหนาว ซึ่งส่วนหนึ่งมีการดัดแปลงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยหินแกรนิตและหินอ่อน ภายในประดับประดาด้วยกระจกและแก้วหลากสี นับเป็นพระราชวังที่ใหญ่สุดในราชาสถานเพราะมีพื้นที่กว่าสองหมื่นตารางเมตร ส่วนของอาคารสูงสุดวัดได้ 30.4 เมตร และยาวเหยียดติดทะเลสาบพิโคล่า ปัจจุบันบางส่วนยังคงเป็นที่ประทับของราชตระกูล และมีการจัดการแสดงวัตถุโบราณที่มีค่ามากมายให้ผู้คนเข้าชม พื้นที่ภายในพระราชวังแห่งนี้ปัจจุบันได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกที่ติดกับทางเข้าทั้งแถบ เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ส่วนที่สองเป็นที่พักของมหารานาคนปัจจุบันและครอบครัว
    ห้องแสดง Chetak ม้าคู่ใจของมหารานา
    Courtyard Madan Vilas ชมวิวพระราชวังกลางทะเลสาบ
    ตำหนักดิลคูสชัลมาฮาล (Dilkhushal Mahal)
    ห้องคันช์กีบาร์ช (Kanch Ki Burj)
    พระตำหนักโมติมาฮาล (Moti Mahal) หรือ เพิร์ลพาเลซ (Pearl Palace)
    นำท่านชม (ภายนอก) ของฟาเตห์ ประกาห์ พาเลช (Fateh Prakash Palace)
     
    ซึ่งมหาราชาองค์หนึ่งอยากได้เฟอร์นิเจอร์คริสตัลมาประดับวัง แต่ไม่ชอบเครื่องเรือนสไตล์ยุโรป จึงบัญชาให้กรมช่างในราชอาณาจักรทำเครื่องเรือนต้นแบบจากไม้ แกะสลักลวดลายสวยงามก่อนส่งไปยังอังกฤษเพื่อให้บริษัทคริสตัลทำเฟอร์นิเจอร์ตามแบบนั้น จากนั้นจึงค่อยส่งกลับมาประดับไว้ที่วังแห่งนี้
    12.00 น.      
    รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
    13.00 น.      
    นำท่านเดินทางสู่สวน Saheliyon Ki Bari
     
    ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยมหารานาซันแกรมซิงห์ที่ 2 (Maharana Sangram Singh ll) สร้างให้กับพระชายาของพระองค์เพื่อให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและสำหรับของเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิงในช่วงฤดูร้อน ภายในสวนตบแต่งไปด้วยต้นไม้หลากหลายนานาชนิดพันธุ์ โดดเด่นด้วยน้ำพุที่สร้างความเย็นฉ่ำให้บริเวณข้างเคียง ชมความงามของสระบัวที่กว้างใหญ่ บริเวณภายในสวนยังมีห้องนั่งเล่นที่ประดับประดาไปด้วยแก้วและหินสีงดงามมาก18 สวนนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Garden of Maids……..
    สุดท้าย     ขอเอาใจขาช้อปปิ้งด้วยการแนะนำให้ไปเยือน ตลาดบาราบาซาร์ (Bara Bazaar)
     
    ตลาดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของผ้าปัก งานสินค้าหัตถกรรม เครื่องประดับเงิน เนื่องจากเมืองอุไดปูร์มีชื่อเสียงในเรื่องการออกแบบเครื่องประดับเงิน ตุ๊กตาหุ่นกระบอก และภาพวาดย่อส่วนแบบมิเนียเชอร์สไตล์ของเมวาร์ ซึ่งเป็นศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองอุไดปูร์
    16.00 น.        
    สมควรแก่เวลาเดินทางสูสนามบินภายในประเทศ
    18.10  น.       
    “เหิรฟ้าสู่เมืองบอมเบย์” โดยสายการบิน JET AIR WAYS  เที่ยวบินที่ 9W 2074
    19.35 น.        
    ถึงสนามบินมุมไบ“สนามบิน ฉัตราปตีศิวะจิ (Chhatrapati Shivaji)  Domestic Hall ต้องนั่งรถบริการของสนามบินไปที่ International airport “สนามบิน ฉัตราปตีศิวะจิ (Chhatrapati Shivaji) (เข้ากระบวนการผ่านตรวจคนเข้าเมืองและผ่านการตรวจศุลกากร ตั๋วเครื่องบิน ติดตัวท่านทุก ๆครั้ง กระเป๋า กล้องถ่ายรูปทุก ๆชิ้น ที่ถือขึ้นเครื่องบินต้องผ่านเครื่องตรวจและมีตราประทับแต่ละชิ้นอย่างเข้มงวดรอต่อเครื่องเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ)
                            อิสระรับประทานอาหารค่ำตามอัธยาศัยในสนามบิน เพื่อการสะดวกในการเชคอินขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย
  •   วันที่แปด (8) บอมเบย์ (มุมไบ) - กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)
    02.00 น.        
    ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน JET AIRWAYS เที่ยวบินที่ 9W 062
    07.40 น.                    
    เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ 
  •   อัตราค่าบริการรวม
    ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดเส้นทาง ตามรายการระบุ
    ค่าภาษีสนามบิน ค่าประกันสายการบินและภาษีน้ำมันของสายการบิน
    ค่าโรงแรมที่พัก ตามที่ระบุในรายการหรือเทียบเท่า (2-3 ท่านต่อหนึ่งห้อง)
    ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ/ค่าอาหารทุกมื้อ/ค่ารถรับส่งและระหว่างการนำเที่ยว ตามรายการระบุ
    ค่าประกันภัยการเดินทางวงเงิน 1 ล้านบาท ต่อท่าน (วงรักษาพยาบาลเงินไม่เกินห้าแสนบาทต่อครั้ง) แต่ทั้งนี้ย่อมอยู่ในข้อจำกัดที่มีการตกลงไว้กับบริษัทประกันชีวิต
    ค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับหนังสือเดินทางไทย ยื่นแบบออนไลน์เท่านั้น (ไม่ต้องโชว์ตัว)
  •   อัตราค่าบริการไม่รวม
    ค่าจัดทำหนังสือเดินทาง (PASSPORT) และค่าทำใบอนุญาตที่กลับเข้าประเทศของคนต่างชาติ หรือ คนต่างด้าว
    ค่าใช้จ่ายอื่นๆนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการและค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด ฯลฯ
    ค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบิน (ถ้ามี)
    ค่าวีซ่าที่มีค่าธรรมเนียมแพงกว่าหนังสือเดินทางไทย
    ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (กรณีออกใบกำกับภาษี)
    ค่าธรรมเนียมการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต VISA 3% AMEX 4%
    ค่าน้ำหนักเกินพิกัดตามสายการบินกำหนด 20 กิโลกรัม
    ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น,พนักงานขับรถ วันละ  5USD/วัน/ท่าน รวม 7วัน
    ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ไทย ทิปหัวหน้าทัวร์แล้วแต่ความพึงพอใจในบริการของท่าน
    ค่าบริการยกกระเป๋าในโรงแรมและสนามบิน ซึ่งท่านจะต้องดูแลกระเป๋าและทรัพย์สินด้วยตัวท่านเอง
    การให้ทิปตามธรรมเนียมทางบริษัทฯมิได้มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของท่านเพื่อเป็นกำลังใจให้กับไกด์ และคนขับรถ
39,900 THB / Person
DOWNLOAD PDF

BOOKING TOUR

Adults

Children

* Prices for person

TIBET
7 วัน 6 คืน

ทิเบต หลังคาโลก

ลมหายใจแห่งภูผา...มนตราแห่งกงล้อภาวนา Highest Railway in the World ลาซา - รถไฟสายประวัติศาตร์ - ซีหนิง - หลันโจว
INDIA
8 วัน 6 คืน

Chaming รัฐราชาสถาน

รัฐราชาสถาน...ดินแดนฟ้าจรดทราย ท่องดินแดนมหาราชา....เยือน...เมืองโรแมนติกแห่งดินแดนโรตี แคว้นราชาสถานแห่งอินเดีย...กับอารยธรรมกลางทะเลทราย
INDIA
8 วัน 6 คืน

สังเวชนียสถาน อินเดีย-เนปาล

นำท่านจาริกธรรม บำเพ็ญบุญ ตามรอยบาทพระศาสดา ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล นมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง 4 ประสูติ-ตรัสรู้-ปฐมเทศนา-ปรินิพพาน
NEPAL
5 วัน 4 คืน

ไฮไลท์...เนปาล...

กาฐมัณฑุ-ปาทัน(ลลิตาปูร์)-ปัคตาปูร์-นากาก๊อต-โภครา “เนปาลดินแดนในฝัน ที่งดงามด้วยต้นแบบศิลปะและวัฒนธรรมที่งดงามอีกทั้งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นชัดเจน สถาปัตยกรรมไม้ที่สืบทอดนับพันปี และวิถีชีวิตที่ยังคงความดั้งเดิม ”